คำถามที่พบบ่อย

Q3: สบู่เหลว ก่อมะเร็งจริงหรือไม่ ?

A: ในช่วงไม่นานมานี้มีการเขียนบทความว่าสบู่เหลวเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง และอาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยบทความประเภทแรกจะอ้างอิงถึงสาร 1,4 dioxane และ formaldehyde ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง (carcinogen) โดยสารก่อมะเร็งทั้ง 2 ชนิดนี้ มักไม่ปรากฏบนฉลากแสดงส่วนผสมของผลิตภัณฑ์นั้นๆ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าถูกใช้อย่างแพร่หลายในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (http://baby.kapook.com/view38671.html) อย่างไรก็ตาม หลังจากตรวจสอบสูตรของผลิตภัณฑ์เจลอาบน้ำ (Shower gel) ของ บอดี้ ซอฟท์ (BodySoft) ทุกตัวแล้วพบว่าปราศจากสารทั้งสองชนิดนี้ จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัย ไม่มีสารก่อมะเร็งทั้งสองอย่างแน่นอน

       บทความลักษณะที่สองจะเป็นการเตือนให้ระวังสาร Sodium Lauryl Sulphate (SLS) ว่าเป็นสารก่อมะเร็ง ทำให้ต่างประเทศได้ยกเลิกการใช้สารประเภทนี้ไปแล้ว แต่ในประเทศไทยยังมีการนำมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง โดยเฉพาะสบู่เหลว อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ (http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=pornmaihom&month=10-2013&date=17&group=5&gblog=99)

       สารโซเดียม ลอริล ซัลเฟต หรือที่นิยมเรียกในชื่อย่อว่า เอสแอลเอส (Sodium Lauryl Sulfate : SLS) เป็นสารที่มีคุณสมบัติลดแรงตึงผิวของน้ำ (surfactant) ทำให้เกิดฟอง ช่วยให้สิ่งสกปรก คราบไขมันหลุดออกไปได้ง่ายขึ้น จึงเรียกง่ายๆ ว่าเป็นสารทำความสะอาด นิยมใช้ทั้งในวงการอุตสาหกรรมและเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์หลายประเภท เช่น เครื่องสำอาง น้ำยาล้างจาน (โดยใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้) เครื่องสำอางที่นิยมผสมสารนี้ ได้แก่ เครื่องสำอางที่ใช้แล้วล้างออกด้วยน้ำ เช่น สบู่เหลวหรือเจลอาบน้ำ แชมพู โฟมล้างหน้า ตลอดจนยาสีฟัน

       จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสาร SLS ทางสื่อต่างๆ รวมทั้งทางอินเทอร์-เน็ตว่าเป็นสารก่อมะเร็ง ในต่างประเทศเลิกใช้แล้ว ในเรื่องดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้สืบ-ค้นและติดตามข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารที่ใช้ในเครื่องสำอางมาโดยตลอด จากการศึกษาวิจัยทั้งในสัตว์ทดลองและในคน พบว่าอันตรายของสารนี้ คือ ระคายเคือง ต่อดวงตา และผิวหนัง โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารนี้ในผลิตภัณฑ์ และระยะเวลาที่ผลิตภัณฑ์สัมผัสร่างกาย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่ชัดเจนสรุปว่าสาร SLS มีความเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดมะเร็งในคน ซึ่งข้อมูลความเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดมะเร็งจากสารกลุ่มนี้ อาจมาจากสิ่งปนเปื้อนที่เป็นสารก่อมะเร็ง คือ 1,4 Dioxane แต่ปัจจุบันในกระบวนการผลิตสารทำความสะอาด สามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อนนี้ได้ด้วยการใช้ระบบสูญญากาศ อีกทั้งได้มีการศึกษาพบว่า โอกาสที่จะพบ 1,4 Dioxane ในเครื่องสำอางสำเร็จรูปมีน้อย จึงไม่ควรกังวลว่าสาร SLS ในเครื่องสำอางจะก่อให้เกิดมะเร็ง ทั้งนี้เครื่องสำอางที่ผสมสาร SLS อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้บ้าง เช่น แชมพูเข้าตาทำให้แสบตา หรือฟอกสบู่เหลวนานเกินไป อาจระคายเคืองผิว ทำให้ผิวแห้งได้ ขณะนี้ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย รวมทั้งประเทศไทย มิได้ห้ามใช้สารนี้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง แต่หากผู้บริโภคต้องการหลีกเลี่ยงสาร SLS ในเครื่องสำอาง สามารถเลือกใช้เครื่องสำอางที่ฉลากระบุว่า “Sulfates Free” ได้ นอกจากนี้มีสารทำความสะอาดอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กัน คือ Sodium Laureth sulfate (SLES) ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่า SLS และยังไม่มีข้อมูลความเสี่ยงเกี่ยวกับการเป็นสารก่อมะเร็งเช่นกัน

       ดังนั้น ผู้บริโภคไม่ควรตื่นตระหนกกับเรื่องนี้จนเกินไป หากพบข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสาร หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ โดยเฉพาะข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเชิงบวก หรือเชิงลบ จำเป็นต้องตรวจสอบแหล่งที่มา ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง ตลอดจนข้อเท็จจริงต่างๆ ให้กระจ่างชัด ก่อนที่จะดำเนินการหรือตัดสินใจใดๆ

 

References

http://en.wikipedia.org/wiki/1,4-Dioxane

http://en.wikipedia.org/wiki/Sodium_laureth_sulfate

http://en.wikipedia.org/wiki/Sodium_lauryl_sulfate

http://elib.fda.moph.go.th/library/default.asp?page2=subdetail&id_L1=27&id_L2=15755&id_L3=3113

http://www.national-toxic-encephalopathy-foundation.org/wp-content/uploads/2012/01/sls.pdf

CIR publication (1983). "Final Report on the Safety Assessment of Sodium Lauryl Sulfate and Ammonium Lauryl Sulfate". International Journal of Toxicology 2 (7): 127–181.

Robinson VCBergfeld WFBelsito DVHill RAKlaassen CDMarks JG JrShank RCSlaga TJSnyder PWAlan Andersen F. (2010) Final report of the amended safety assessment of sodium laureth sulfate and related salts of sulfated ethoxylated alcohols. Int J Toxicol. 2010 Jul;29(4 Suppl):151S-61S.

H. Löffler and R. Happle (2003) Profile of irritant patch testing with detergents: sodium lauryl sulfate, sodium laureth sulfate and alkyl polyglucoside Contact Dermatitis Volume 48, Issue 1, pages 26–32

Q2: ถ้าใช้ยาสีฟันไม่ผสมฟลูออไรด์แล้วจะเกิดฟันผุหรือไม่

A: การจะเกิดฟันผุ ต้องมี 3 ปัจจัยคือ [1.] ผิวฟัน [2.] เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฟันผุ (Streptococcus Mutans) และ [3.] แป้งหรือน้ำตาลที่เป็นอาหารของเชื้อแบคทีเรีย โดยแบคทีเรียจะย่อยแป้งและน้ำตาลแล้วเกิดกรดกัดกร่อนผิวฟันอยู่เรื่อยๆจน กระทั่งฟันผุ หากขาดปัจจัยหนึ่งปัจจัยใดก็จะไม่เกิดฟันผุ เช่น ในคนที่ไม่มีฟันผุเลยอาจเป็นเพราะว่าช่องปากเขาไม่มีเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้ เกิดฟันผุ (Caries Free) หรือเป็นเพราะว่าเขาทำความสะอาดฟันได้ดีมาก ไม่มีคราบแป้งหรือน้ำตาลที่จะเป็นอาหารของแบคทีเรีย ดังนั้นหากเราสามารถทำความสะอาดฟันและรักษาอนามัยในช่องปากได้ดีแล้ว เราก็ไม่ต้องกังวลเรื่องฟันผุอีกต่อไป

Q1: ทำไมยาสีฟันโพรฟี่จึงไม่มีฟลูออไรด์

A: เนื่องจากรูปแบบของสินค้าและการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอันมาก ในอดีตเราไม่ค่อยพบปัญหาการได้รับฟลูออไรด์ในปริมาณที่มากเกินไป แต่ในปัจจุบัน เนื่องจากมีการเติมฟลูออไรด์ลงไปในน้ำและอาหารกันมากมายหลายรายการ และผู้บริโภคมีความเสี่ยงที่จะได้รับปริมาณฟลูออไรด์สูงเกินไปจนเกิดความผิด ปกติต่อร่างกาย หากเป็นในเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 8 ปี ก็จะทำให้มีความผิดปกติของฟันตกกระ (Fluorosis) กล่าวคือฟันมีสีขาวขุ่นเป็นจุดๆ จนถึงขั้นฟันลาย หรือมีสีน้ำตาล หากเป็นในผู้ใหญ่ปริมาณฟลูออไรด์ที่มากเกินไปจะสะสมที่กระดูกและทำให้กระดูกหนา กระดูกขาผิดรูปร่างโก่งงอ หรือมีกระดูกงอกบริเวณที่เกาะของเอ็น และกล้ามเนื้อกดทับเส้นประสาท ทำให้ปวดข้อ เคลื่อนไหวลำบากหรือจนถึงขั้นพิการได้ แม้แต่ในประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 6 ยังบังคับให้มีการปรับลดปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำดื่มบรรจุขวด จากเดิม 1.5 มิลลิกรัมต่อลิตรลงมาให้เหลือเพียง 0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงและคุ้มครองประชาชนไม่ให้ได้รับฟลูออไรด์มากเกินจนเกิดผลเสียต่อสุขภาพ