คำถามที่พบบ่อย

Q5: กระดาษเช็ดหน้าแอสนี่ มีกระบวนการผลิต และคุณภาพอย่างไร

A: กระดาษเช็ดหน้าแอสนี่ (ASNI Facial Tissue) แบบกล่อง ใช้กระดาษ SCOTT Premium (Long) ส่วนกระดาษเช็ดหน้าแอสนี่ แบบซอง (ASNI Tissue Softpack) ใช้กระดาษ SCOTT Premium (Short) ซึ่งกระดาษทั้งสองชนิด ผลิตจากเยื่อเวียนทําใหม่ และวัสดุเหลือจากเกษตร ร้อยละ 24, ไม่ใช้สีในกระบวนการผลิต, ไม่ใช้สารฟอกขาวที่มีคลอรีนเป็นส่วนประกอบในการผลิต หรือในกระบวนการฟอกเยื่อ และไม่มีกลิ่นแปลกปลอม อักทั้งยังผ่านกระบวนการผลิตที่มีระบบจัดการคุณภาพเคซี และ ผ่านการรับรองว่าอยู่ในระดับดีเยี่ยม โดยทีมงานผู้ตรวจประเมินส่วนภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2554 และ ระบบการจัดการเคซี มีความสอดคล้องใกล้เคียงกับระบบ ISO 9001:2008 เป็นอย่างดี

Q4: รังสี UVA1 คืออะไร แล้วผลิตภัณฑ์ทั่วไปกันรังสี UVA1 ได้หรือไม่

A:

SUMMARY
    รังสี UV (Ultraviolet) ประกอบด้วย UVA (UVA1 และ UVA2) กับ UVB ซึ่งรังสีทั้งสามชนิดนี้มีความยาวคลื่นต่างกันจึงมีอานาจในการทะลุทลวงที่ต่างกันด้วย โดย UVA มีอานาจทะลุทลวงสูงที่สุด สามารถทะลุเข้าไปถึงชั้นหนังแท้ (dermis) ทาให้เกิดรอยเหี่ยวย่น และสามารถทาลายโครงสร้าง DNA ของผิวได้ ดังนั้นการป้องกันรังสี UVA จึงมีความจาเป็นอย่างมาก โดยทั่วไปครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 และ PA++ ขึ้นไปก็สามารถปกป้องรังสี UVA (ซึ่งหมายรวมถึง UVA1 กับ UVA2) และ UVB ได้อยู่แล้ว หากแต่ที่ UVA1 เริ่มมีบทบาทให้เห็นตามโฆษณาในปัจจุบันนี้ เพราะ UVA1 มีส่วนประกอบอยู่ในรังสี UVA มากถึง 75% จึงเป็นการตลาดที่ต้องการความดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคต่อสินค้าใหม่ให้พุ่งไปยังรังสี UVA1 ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แต่แท้ที่จริงแล้ว รังสี UVA1 ก็เป็นเพียงรังสี UVA ชนิดนึงซึ่งไม่ใช่รังสีชนิดใหม่แต่อย่างใด

SUPPORTING DETAILS
    รังสีอัลตร้าไวโอเลตหรือรังสียูวี (Ultraviolet radiation: UVR) ในแสงแดดนั้นประกอบด้วยรังสี 3 ประเภท ได้แก่ UVA (320-400 nm) 95% โดยแบ่งเป็น UVA1 (340-400 nm) 75% และ UVA2 (320-340 nm) 20% นอกจากนี้ยังมี UVB (290-320 nm) อีก 5% และ UVC (200-290 nm) ซึ่งรังสียูวีที่สามารถทะลุมาถึงตัวเรามีเพียงแค่ UVA และ UVB เนื่องจากชั้นโอโซน (Ozone layer) ของโลกจะดูดซับและสะท้อนรังสี UVC ทั้งหมด รวมถึง UVB บางส่วน แต่ UVA จะทะลุผ่านชั้นโอโซนลงมาได้ทั้งหมด ดังนั้นรังสี UV ที่ส่องถึงตัวเราจึงมีความเข้มข้นของ UVA มาก UVB ปริมาณน้อย และไม่มี UVC
    จากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า รังสี UVB สามารถทะลุทะลวงได้ต่า ไปถึงแค่ชั้นหนังกาพร้า (Epidermis) เพราะจะถูกเม็ดสี (melanin) ดูดซับไว้ ซึ่ง UVB เป็นสาเหตุของรอยไหม้รอยแดงจากแดด ทาให้ผิวคล้าเสียโดยกระตุ้นการสร้าง melanin และ ยังทาลายโครงสร้าง DNA โดยตรง ทาให้เสี่ยงต่อโรคมะเร็งผิวหนัง ส่วนรังสี UVA (UVA1 และ UVA2) มีอานาจการทะลุทะลวงสูง ไปได้ถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) ซึ่ง UVA ทาให้เกิดรอยคล้าแดด และสีผิวที่คล้าขึ้นจากการกระตุ้นเม็ดสีผิว นอกจากนี้ยังทาให้เกิดอนุพันธ์ออกซิเจนที่ว่องไว (Reactive Oxygen Species : ROS) หรืออนุมูลอิสระ (Free radical) ที่ไปทาปฏิกิริยาทาลาย DNA โปรตีนต่างๆ และกระตุ้นให้เซลล์ตาย (Apoptosis) เป็นสาเหตุของการเกิดรอยเหี่ยวย่น และยังเสี่ยงต่อโรคมะเร็งผิวหนังอีกด้วย
    โดยทั่วไปครีมกันแดด (Sunscreen) จะมีสารกรองรังสียูวี (UV filters) โดยมีสองประเภทคือ Physical Sunscreen เช่น titanium dioxide, zinc oxide มีกลไกในการสะท้อนรังสี UV และ Chemical Sunscreen เช่น avobenzone มีกลไกในการดูดซับรังสี UV ซึ่งการใช้ครีมกันแดดก็ควรมี Sunscreen ทั้งสองประเภทใช้ร่วมกันเพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการปกป้องรังสีทั้ง UVA และ UVB (Broad spectrum)
    ในผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดจะมีค่าการป้องกันรังสี UV อยู่ 2 ค่า ค่าแรกคือ SPF (Sun Protecting Factor) เป็นค่าวัดประสิทธิภาพการป้องกันรังสี UVB โดยตรง ซึ่งทาให้เกิดรอยไหม้จากแดด (Sunburn) ซึ่งโดยทั่วไปค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปจะกันรังสี UVB ได้ 97% โดยที่ค่า SPF มีความหมายเป็นจานวนเท่าของเวลาที่ผิวทนต่อรังสี UVB นี้ได้หลังจากทาครีมกันแดดแล้วโดยไม่เกิดรอยไหม้ ถัดมาคือค่า PA (Protection Grade of UVA) ซึ่งเป็นค่าวัดการป้องกันรังสี UVA อย่างไม่เป็นทางการเนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีหน่วยวัดที่เป็นมาตรฐานในการวัดค่าการดูดซึมของรังสี UVA โดยที่ PA++ ขึ้นไปหมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูง

Q3: การล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทโฟมแบบมีฟอง และไม่มีฟอง แตกต่างกันอย่างไร

A: ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าแบบโฟมที่มีฟองนั้น จะมีสารลดแรงตึงผิว (surfactant) เป็นสารทำความสะอาดที่มีประจุ ซึ่งมีข้อดี คือมีประสิทธิภาพในการล้างทำความสะอาดได้ดี และยังช่วยให้สามารถสังเกตได้ง่ายว่า ล้างออกได้หมดหรือไม่ เช่น ถ้าล้างแล้วยังคงมีฟองเหลืออยู่ แสดงว่า ล้างออกไม่หมด และอาจจะตกค้างอยู่บนผิวได้ แต่ถ้าล้างออกจนไม่มีฟองแสดงว่าทำความสะอาดได้ดีแล้ว

สำหรับผลิตภัณฑ์ล้างหน้าแบบโฟมที่ไม่มีฟอง หรือมีฟองน้อยมากๆ จะมีสารลดแรงตึงผิว แบบไม่มีประจุ หรือมีประจุบวกกับลบเท่าๆ กัน ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดได้ไม่ดีเท่าแบบมีประจุ หากผิวสกปรกมาก การทำความสะอาดด้วยโฟมแบบไม่มีฟองอาจจะทำความสะอาดได้ไม่เพียงพอ และเมื่อล้างออก อาจจะไม่สามารถสังเกตได้ว่า ล้างออกหมดหรือไม่ เนื่องจากไม่มีฟองให้สังเกตเห็นได้ ดังนั้นโอกาสที่จะมีการตกค้างอยู่บนผิว และก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าแบบมีโฟม หรือ ไม่มีโฟม หากล้างทำความสะอาดออกไม่หมด หรือยังคงมีสิ่งสกปรกตกค้างอยู่บนผิว ก็อาจจะทำให้เกิดการระคายเคือง หรือก่อให้เกิดสิวได้เช่นเดียวกัน

Q2: อาการแพ้เกิดจากส่วนประกอบใดในผลิตภัณฑ์ เกิดจากแอลกอฮอล์ในน้ำหอมใช่หรือไม่

A: กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานสากลได้พยายามลดหรือป้องกันการระคายเคืองต่อผิวแต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากผลิตภัณฑ์มีส่วนประกอบที่หลากหลาย ทำให้มีสิ่งที่อาจมีโอกาสก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองได้ เช่น สารสำคัญในสูตร สารกันเสียที่ใช้ น้ำหอมที่ใช้ เป็นต้น โดยทั่วไปมักเข้าใจเอาเองว่าแพ้น้ำหอม ซึ่งหลายครั้งพบว่า มีปริมาณแอลกอฮอล์เพียงแค่ 0.02% และเป็นสารระเหยได้ จึงไม่น่าจะเป็นตัวที่ก่อให้เกิดการแพ้ แต่อาจแพ้สารตัวอื่นก็เป็นได้ จึงควรทดสอบการแพ้ก่อนทุกครั้งที่เริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่

Q1: ถ้าเป็นคนผิวแพ้ง่าย ควรเลือกผลิตภัณฑ์ถนอมผิวแบบไหน

A: การแพ้อาจเกี่ยวข้องกับสภาวะร่างกาย เช่นร่างกายอ่อนแอ หรือมีโรคประจำตัวบางอย่างที่ทำให้ไวต่อสารต่างๆ มากกว่าปกติจึงควรทดสอบการแพ้บริเวณท้องแขนด้านในก่อน โดยทาผลิตภัณฑ์ทิ้งไว้สักครู่หนึ่ง หากไม่เกิดการแพ้ ก็สามารถใช้ผลิตภัณฑ์นั้นในลักษณะปกติต่อไปได้